ThaiPheromore

โฆษณา

ฟีโรโมน สารเรียกรัก

คุณเคยสงสัยกันรึเปล่าว่า ก่อนที่เราจะรักใครสักคน มันจะต้องมีเหตุผลอะไรประกอบบ้าง บางคนบอกว่า ก็เขาน่ารัก นิสัยดี สวย หล่อ และอะไรอีกมากมาย หลายคนอาจเชื่อในพรหมลิขิต ที่เบื้องบนดลบันดาลให้คนทั้งสองมาพบกัน แต่พอคิดอีกทีมันก็เป็นเรื่องที่ยากต่อการพิสูจน์ ปริทรรศน์วันนี้เรามีคำตอบให้คุณผู้อ่านคลายข้อสงสัยดังกล่าว แม้ว่าเรื่องที่เรากำลังจะนำเสนอยังต้องรอการพิสูจน์อย่างเป็นทางการอยู่

เคยสงสัยในความรู้สึกของตัวเองหรือไม่ว่า ทำไมเราถึงได้เกิดความรู้สึกรักใครบางคนขึ้นมาได้ ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้หล่อ รวย หรือเป็นคนดีอะไร แล้วอะไรกันล่ะที่ทำให้เราหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ หรือเขินอายเพราะทำอะไรเปิ่นๆ ออกไป

นิตยสาร Her World ได้อธิบายเรื่องสารฟีโรโมน ที่เขียนโดย นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ ว่า สารฟีโรโมน เป็นสารที่มนุษย์ไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยกลิ่นเหมือนอย่างมดหรือผึ้ง แต่เราสามารถรับรู้ได้ทางสมอง สังเกตได้โดย เมื่อไหร่ก็ตามที่เราไปเจอคนที่ตรงสเปก หรืออยู่ดีๆ ก็เกิดความรู้สึกปลื้ม ชอบ ประทับใจขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล ความรู้สึกนี้แหละที่เรียกว่าสารฟีโรโมนในร่างกายเรากำลังทำงาน ที่สำคัญอีกข้อคือถ้าผู้หญิงคนไหนที่ติดพ่อมาก หรือรักพ่อมากๆ หากเธอได้ไปพบเจอชายที่มีกลิ่นหรือนิสัยคล้ายพ่อเมื่อไหร่ ผู้หญิงคนนั้นมักจะตกหลุมรักเขาไปโดยไม่รู้ตัว

จากหลักวิทยาศาสตร์ สู่หลักความจริง

ตามหลังวิชาการคำว่า ฟีโรโมน (Pheromone) นั้นเกิดจากการรวมกันของคำในภาษากรีก "Pherein" ที่แปลว่า to carry และ "Hormon" ที่แปลว่า to excite โดยกลุ่มนักวิจัยยุคแรก คือ Karlson และ Luscher ได้คิดค้นคำนี้ในปี ค.ศ. 1959 และอาจเรียกฟีโรโมนว่า ecto-hormones กล่าวคือเป็นสารเคมีที่หลั่งออกจากร่างกายแล้วไปมีผลต่อพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตชนิด (สปีชีส์) เดียวกัน เช่น ฟีโรโมนที่มดหลั่งออกมาไม่ได้มีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ และฟีโรโมนที่มนุษย์เราผลิตขึ้นก็มีผลต่อมนุษย์เราด้วยกันเองเท่านั้น เป็นต้น

เมื่อโมเลกุลของฟีโรโมนถูกหลั่งออกจากร่างกายทั้งจากระบวนการของร่างกายเราเองและปฏิกิริยาชีวเคมีของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น เช่น จากบริเวณรักแร้ สารคัดหลั่งที่อวัยวะเพศ น้ำปัสสาวะ และผิวหนังทั่วไป เป็นต้น เดินทางผ่านตัวกลางในอากาศ เมื่อจับกับตัวรับซึ่งคาดว่าเป็นตัวรับชนิดที่เรียกว่า Vemeronasal receptors ที่จมูก แล้วจึงส่งสัญญาณข้อมูลไปยัง Olfactory Bulb และประมวลผลขั้นสูงยังสมองส่วนต่างๆ ต่อ

ฟีโรโมนเป็นคำที่มาจาก คำภาษากรีก 2 คำรวมกันที่รวมกันแล้ว แปลความได้ว่านำเอาความตื่นเต้นมาให้ เป็นความตื่นเต้นในความรัก ตื่นเต้นที่จะได้มีการเจริญพันธุ์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่า สัตว์ทุกชนิดในห้วงเวลาที่มีการเจริญพันธุ์นั้นจะมีการหลั่งสารชนิดหนึ่งออกมา สารดังกล่าวเรียกกันว่าฟีโรโมน ส่วนมากแล้วจะหลั่งออกมาจากเพศเมีย เพราะต้องการเรียกให้ตัวผู้มาทำการผสมพันธุ์จะได้เจริญเผ่าพันธุ์ต่อไป ไม่สูญพันธุ์ไปเสียก่อน ต่อมาก็พบว่าปลาบางชนิดก็มีสารฟีโรโมนดังกล่าวด้วย เช่น ปลาฉลามและปลาแซลมอน ในสัตว์บกนั้นพบเกือบทุกชนิด และไม่เว้นแม้แต่สัตว์ปีกตัวเล็กๆ เช่น ตั๊กแตน ผีเสื้อ แต่ไม่พบในนก

โดยปกติแล้วฟีโรโมนเป็นสารที่ระเหยได้ และสร้างออกมาจากเพศหนึ่ง เพื่อกระตุ้นอีกเพศหนึ่งให้เกิดอารมณ์รักใคร่ อยากจะได้ไว้เป็นคู่ ฟีโรโมนออกฤทธิ์อย่างแรงในการกระตุ้นอารมณ์และความรู้สึกรักใคร่ อยากเป็นของกันและกันให้มากขึ้นในเผ่าพันธุ์เดียวกัน รับรองว่าฟีโรโมนของคุณไม่สามารถไปกระตุ้นม้าหรือช้างให้รักคุณได้เด็ดขาด

สารเรียกรักที่มากกว่า คำว่ารัก

เวลาที่พูดถึงฟีโรโมนนั้นมักจะเรียกกันว่า กลิ่นเรียกรัก แต่โดยแท้ที่จริงแล้ว ฟีโรโมนนั้นไม่มีกลิ่นที่รับรู้ได้จากทางจมูก ซึ่งกลิ่นที่ไม่มีกลิ่นดังกล่าวคนเราจะรับรู้ได้จากสมอง โดยฟีโรโมนจะหลั่งออกมาเพียงน้อยนิด แต่ก็สามารถที่จะเรียกคู่ได้จำนวนมหาศาล โดยปกติแล้ว ฟีโรโมนมักจะหลั่งออกมาจากเพศหญิงเพื่อที่จะให้ชายมาหลงรัก

คุณจำได้ใช่ไหมว่า ฟีโรโมนแท้ๆ นั้นไม่มีกลิ่น ดังนั้น รับรองว่าไม่ใช่กลิ่นที่เรียกว่าสาบสาวอย่างเด็ดขาด เป็นที่เชื่อกันมานานแล้วว่า สัตว์เพศผู้ทั้งหลายมีตัวรับกลิ่นเสน่ห์หรือฟีโรโมนดังกล่าวอยู่ในสมอง จึงสามารถที่จะหลงเสน่ห์เพศเมียได้ ในขณะที่สัตว์เพศเมียไม่มีตัวรับกลิ่นดังกล่าว จึงไม่มีการหลงเสน่ห์ตัวเอง ในสัตว์บกบางชนิดนั้น ตัวผู้ก็มีฟีโรโมนเหมือนกันและเป็นตัวกระตุ้นให้ตัวเมียเกิดการตกไข่ เช่น ในกระต่ายและหนูนั้นตัวเมียจะเกิดการตกไข่ก็ต่อเมื่อได้กลิ่นฟีโรโมนของตัวผู้เท่านั้น

ไม่เกิน 10 ปีที่ผ่านมาที่มีการสกัดเอาฟีโรโมนของมนุษย์เราออกมาได้เป็นผลสำเร็จ โดยสกัดเอาฟีโรโมนจากผิวหนัง ซึ่งเมื่อนำเอาสารสกัดดังกล่าวไปทดสอบกับอาสาสมัครจำนวน 40 คน ผลการทดลองนั้น อาสาสมัครตอบว่ามีความรู้สึกดี เป็นมิตร และอยากตอบสนองต่อความรัก พูดง่ายๆ ก็คือทำให้มีอารมณ์แห่งความรักนั่นเอง

และเนื่องจากเคยมีการวิจัยพบว่า ในน้ำหล่อลื่นและตกขาวตามธรรมชาติของผู้หญิงที่สะอาดนั้น มักจะมีกลิ่นที่ชวนให้วาบหวาม และบางกลิ่นระเหยออกมาจากจุดซ่อนเร้นของสัตว์บกที่เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดในบางห้วงเวลา เมื่อวิเคราะห์ออกมาแล้ว ปรากฏว่าประกอบไปด้วยกรดไขมันบางชนิดที่มีโครงสร้างคล้ายฟีโรโมนด้วย และคุณผู้ชายที่พิสมัยการทำรักด้วยปากกับส่วนนั้นของแฟนคุณ เคยลองสังเกตดูบ้างไหมว่า ในบางช่วง เช่น วันไข่ตกกลิ่นจะเปลี่ยนไป บางครั้งพบว่าผู้หญิงจะมีกลิ่นสะอาด หอมเย้ายวนใจ ออกมาจากส่วนนั้นเหมือนกัน

ในปัจจุบันพบว่า ฟีโรโมนของคนเรานั้นจะหลั่งออกมาในปริมาณน้อยนิด จากน้ำมันบริเวณผิวหนังรอบๆ หัวนม, ใต้รักแร้ และบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์

ฟีโรโมนของคนมีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมน Dhea ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างมาจากต่อมหมวกไต เป็นต่อมเล็กๆ ที่อยู่เหนือไตทั้งสองข้าง แค่เหมือนเท่านั้น ไม่ใช่เหมือนทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าฟีโรโมนมีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมน และออกฤทธิ์ต่อประสาทสมองส่วนจิตใต้สำนึกที่ทำให้คิดถึงเรื่องราวพื้นฐาน ซึ่งก็คือการเจริญพันธุ์ของมนุษยชาติ

ฟีโรโมนจึงทำให้เกิดอารมณ์รักใคร่ อารมณ์เพศ และกระตุ้นให้มีความต้องการทางเพศต่อเพศตรงข้าม ร่างกายของคนเราจะหลั่งฟีโรโมนออกมาก็ต่อเมื่อเจอกับเพศตรงข้ามที่พึงพอใจ และเมื่อตนเองมีอารมณ์เพศเท่านั้น คือ ทำให้เกิดความรัก และเพิ่มอารมณ์ที่จะมีสัมผัสรักทางกายต่อกันและกัน เมื่อคุณเกิดความรักในเขาและเธอ ฟีโรโมนก็จะหลั่งออกมา ไปกระตุ้นให้ฝ่ายตรงข้ามได้รับทราบถึงความรักและความสนใจที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดการตอบสนองตามมา

มีการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่มีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอแล้วเกิดไปแต่งงานขึ้น เธอมีเพศสัมพันธ์กับชายคนรักอย่างสม่ำเสมอ ไม่ช้าไม่นาน ประจำเดือนของเธอก็มาเป็นปกติ แพทย์หลายท่านพยายามอธิบายว่า เกิดจากเซ็กซ์ที่สุขสมทำให้เกิดมีการหลั่งสารแห่งความสุขออกมา จนนอนหลับผ่อนคลาย ฮอร์โมนของการเจริญพันธุ์จึงหลั่งออกมาดี ทำให้มีประจำเดือนเป็นปกติได้

ตาโต แก้มยิ้ม ความรู้สึกแรกของความรัก

ขณะที่ รศ.ดร.นัยพินิจ คชภัคดี โครงการศูนย์วิจัยชีววิทยาระบบประสาทและพฤติกรรมสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า สารฟีโรโมนในคนยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่ามีจริงหรือไม่ แต่ในจมูกคนจะมีเส้นประสาททั้งหมด 12 คู่ และเส้นประสาทคู่ที่ 0 ในจมูกจะมีเส้นประสาทที่เกิดฮอร์โมนชื่อ Vemeronasal เป็นเส้นประสาทที่มีในสัตว์แคระ เช่น มด ผึ้ง หนู กระต่าย ซึ่งในคนยังไม่มีการระบุว่ามีสารดังกล่าวอยู่ โดยโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีการวิจัยที่เสนอเกี่ยวกับฟีโรโมนในคนว่า กลิ่นรอบเดือนของผู้หญิงจะมีปฏิกิริยาด้านพฤติกรรมต่อเพศตรงข้าม และจากการวิจัยพบว่าเวลาที่นักศึกษาหญิงพักอยู่ในหอหญิงล้วน โดยไม่มีนักศึกษาชายอยู่ร่วมหอพัก รอบเดือนของนักศึกษาหญิงจะมาไม่สม่ำเสมอ แต่หากนักศึกษาหญิงพักในหอที่มีนักศึกษาชายรวมอยู่ด้วยมักจะมีรอบเดือนที่มาตามปกติ

ตามหลักฐานข้อหนึ่งที่เกิดขึ้นกับคนและมีลักษณะที่คล้ายกับสัตว์ชั้นต่ำคือ คนเราสามารถรับกลิ่นหอมต่างๆ ได้โดยใช้จมูกรับกลิ่น แต่คนเราสามารถรับกลิ่นที่เรียกว่ความหลงใหล ความชื่นชอบได้ทางสมอง ขณะที่สัตว์ชั้นต่ำจะมีสารดังกล่าวไว้เพื่อดึงดูดเพศตรงข้ามหรือป้องกันภัยจากศัตรู

ในปัจจุบันไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดว่าคนเรามีสารฟีโรโมนอยู่ในร่างกายจริง แต่ก็มีการวิจัยอยู่เรื่อยๆ ที่ยังไม่มีข้อสรุป โดยมีการวิชัยชิ้นหนึ่งที่ชื่อว่าเซ็กซ์ฟีโรโมน การวิจัยดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ทางธุรกิจการค้ามากมาย และทำให้เกิดความตื่นตัวทางเพศในการทำงานร่วมกัน เซ็กซ์ฟีโรโมนยังเป็นพฤติกรรมทางเพศที่ศึกษาแล้วพบว่า สิ่งแรกที่จะทำให้คนเราหลงใหลได้ก็คือรูปร่าง หน้าตา รอยยิ้ม ซึ่งจะมีความสำคัญมากกว่ากลิ่น มันจึงขึ้นอยู่กับการมองเห็นมากกว่า อีกข้อคือความรักจะขึ้นอยู่กับวัยของคนด้วยว่ามีประสบการณ์มาอย่างไร และขึ้นอยู่กับทัศ นคติของบุคคล หากจะกล่าวว่าผู้หญิงมักชอบผู้ชายที่เหมือนพ่อ และผู้ชายมักจะชอบผู้หญิงที่เหมือนแม่ก็ไม่ผิดนัก

ในประสาทการมองเห็นของคน ครั้งแรกที่พบกัน หากมีพฤติกรรมตาโต แก้มยิ้ม มักจะเป็นที่สนใจของเพศตรงข้าม หรือที่เรียกว่าซิมโบลิค พิคเจอร์ และหากได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น จนมีโอกาสได้ออกเดท เดินเที่ยว ทานข้าวด้วยกัน หรือคุยกันแล้วมีรสนิยมที่เหมือนกัน และถ้าเป็นช่วงที่เพศหญิงมีรอบเดือน ผู้หญิงจะยิ่งมีฮอร์โมนเพิ่มมากขึ้น จนทำให้ร่างกายอบอุ่น ส่งผลมาถึงหน้าตาและทำให้สามารถดึงดูดเพศตรงข้ามได้มากขึ้น ส่วนผู้ชายก็จะมีกลิ่นกายเฉพาะตัว ซึ่งไม่ใช่กลิ่นเหงื่อ แต่เป็นกลิ่นหอมๆ ที่รับรู้ด้วยสมองมากกว่าจมูกในเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ความหลงใหล การสื่อสารภายนอกร่างกาย เป็นการทำงานของสมอง

หญิง ชาย สัมผัสฟีโรโมนได้ต่างกัน

ปิยาภรณ์ รัตนโชติสกุล นักศึกษานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา เล่าให้ฟังว่าเคยดูเรื่อง ของสารฟีโรโมนในรายการเมก้า เครฟเวอร์ วันนั้นเขาทดลองเอาฝาแฝดชายมา 2 คน และให้ทั้งสองคนแยกไปอยู่ในตู้ที่จัดไว้ให้ โดยในตู้หนึ่งมีสารฟีโรโมนที่สกัดมาแล้วอยู่ด้วย แต่อีกตู้หนึ่งไม่มี แล้วก็เชิญผู้หญิงมาร่วมรายการ 5 คน วิธีการเล่นก็คือให้พวกเธอทั้ง 5 คน ปิดตาให้สนิทแล้วให้ใช้ความรู้สึกของตัวเองเลือกว่าชอบที่จะอยู่ตู้ไหนมากกว่ากัน ซึ่งการทดลอปรากฏว่าตู้ที่มีสารฟีโรโมนมีผู้หญิงเลือกถึง 4 คน ส่วนตู้ที่ไม่มีสารฟีโรโมน มีผู้หญิงเลือกแค่คนเดียว

การทดลองดังกล่าว ทำให้รู้ว่าสารฟีโรโมนมีผลต่อการดึงดูดต่อเพศตรงข้ามจริง เพราะผู้หญิงทั้ง 5 คนต่างปิดตา มองไม่เห็นหรอกว่าคนที่เธอเลือกจะหน้าตาเป็นยังไง ที่สำคัญที่สุดเขาทั้งสองเป็นฝาแฝดกัน สิ่งที่ผู้หญิงทั้ง 5 คนเลือกจึงเป็นเรื่องของความรู้สึกที่ดึงดูดจากเพศตรงข้ามมากกว่า

ปิยาภรณ์ ยังบอกอีกว่า ในส่วนตัวเธอเชื่อว่า สารฟีโรโมนมีอยู่จริง ถึงแม้ว่าจะไม่เคยดูรายการ เมก้า เครฟเวอร์ มาก่อนเธอก็เชื่ออย่างนั้นเพราะเธอเองก็เคยรู้สึกดี กับผู้ชายคนหนึ่งที่เธอเคยชอบ เธอเชื่อว่าผู้ชายทุกคนมีกลิ่นของตัวเอง ซึ่งทั้งเราและเขาต่างก็ไม่รู้หรอกว่า ไอ้กลิ่นที่ว่านี่มันเป็นยังไง เพราะมันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอม หรือกลิ่นเหงื่อ แต่เรารู้แค่ว่ามันเป็นกลิ่นที่เกิดมาจากความรู้สึก กลิ่นดังกล่าวที่ว่านี่มันก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดกับทุกคน มันเกิดได้เฉพาะบางคนเท่านั้น มันเป็นความรู้สึกของหัวใจที่มีอิทธิพล เป็นเหตุผลที่ไม่สามารถอธิบายได้

ด้าน โชติวรรณ รุจิประเสริฐวงศ์ หนุ่มเจ้าเสน่ห์ผู้มีประสบการณ์ในเรื่องของความรัก เล่าให้เราฟังว่า ฟีโรโมนเป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาพร้อมกับกลิ่นตัวซึ่งมีอยู่ในร่างกายของเราทุกคน โดยแต่ละคนก็จะมีกลิ่นที่ต่างกันออกไป กลิ่นที่ว่านี่สามารถดึงดูดเพศตรงข้ามให้มาหลงเสน่ห์ตัวเราได้

"โดยส่วนตัวเชื่อว่า ฟีโรโมนเป็นสารที่สร้างความรู้สึกทางเพศได้ แต่ไม่ถึงขั้นเกิดความรักหรอก อย่างเช่นเราไปเจอผู้หญิงคนหนึ่งสวยมากๆ แต่เขาดันผิดกลิ่นที่เราชอบ เราก็ไม่อยากจะคบ โดยส่วนตัวเราไม่รู้นะว่าผู้ชายทุกคนจะเป็นเหมือนเรารึเปล่า คือเราคิดว่าผู้หญิงที่อยู่ในช่วงก่อนที่จะมีรอบเดือนเขาจะดูสวย ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล น่ารักเลยแหละ มันคงเป็นช่วงที่ผู้หญิงมีฮอร์โมนเยอะมากกว่าปกติ จึงทำให้เราสัมผัสได้ถึงความเสน่หา น่าหลงใหลในตัวของพวกเธอ" โชติวรรณ บรรยาย

แม้ว่าหลายคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สารฟีโรโมน สามารถสร้างกลิ่นที่รับรู้ได้ทางสมองจริง แต่เรื่องดังกล่าวก็ยังต้องมีการพิสูจน์กันต่อไป ในขณะที่หลายคนคิดว่าแล้วอะไรล่ะที่เป็นบทพิสูจน์ เรื่องของความรัก มันเป็นอะไรกันแน่ ฟีโรโมนหรือพรหมลิขิต หรืออะไรก็แล้วแต่

แต่สิ่งสำคัญที่สุดของคนที่กำลังมีความรัก หรือกำลังเสียใจ ผิดหวังอยู่ คือการใช้หัวใจและเหตุผลควบคู่กันในการตัดสินใจที่จะรักใครสักคน บางทีความรักอาจจะอยู่รอบๆ ตัวคุณ เพียงแต่คุณลองหยุด และก้าวเดินไปอย่างช้าๆ ดูบ้าง คุณอาจจะเจอก็ได้

เห็นพูดกันนักหนา แล้วรู้ไหมมันคืออะไร

ฟีโรโมน มันเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นจากต่อมมีท่อ แต่ว่า มันจะไปมีผลกับสัตว์ตััวอื่นที่เป็นสายพันธุ์ Species เดีัยวกัน โดยที่จะมีการหลั่ง ฟีโรโมนจากสัตว์ตัวหนึ่งแล้วอีกตัวหนึ่งรับไป โดยการดมกลิ่น ,กิน , ดูดซึม

ซึ่ง ฟีโรโมน มันจะมีหลายชนิด

1. Releaser Pheromone การรับฟีโรโมน จะทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น

sex attractant เป็นฟีโรโมนที่ดึงดูดทางเพศ เช่นสัตว์ตัวเมียจะหลั่งออกมาเพื่อล่อสัตว์ตัวผู้
alarm substance ใช้เตือน เช่น สุนัขจะมีตัวที่สร้างฟีโรโมนใกล้ๆอวัยวะสืบพันธุ์ มันใช้เตือนสุนัขตัวอื่นๆ ไม่ให้เข้าเขตของมัน หรือ Death pheromone ในมด เมื่อถูกบี้ตาย มดตัวอื่นๆจะแตกตื่น


2. primer Pheromone จะทไให้ร่างกายเปลี่ยนไป เช่น

Queen Pheromone ในผึ้งจะทำให้ผึ้งงานเป็นหมัน ( ผึ้งราชินีจะมีตัวที่สร้างอยู่ใกล้ๆปาก เมื่อผึ้งตัวอื่นกิน ก็จะเป็นหมัน )
Buce's Pheromone ในหนูตัวผู้ จะทำให้หนูตัวเมียที่ได้รับ Pheromone จะแท้งลูก

เอาละ ขอย้ำ ว่าจ้องเป็นสัตว์ชนิดเดียวกันเท่านั้น

เช่น แมลงสาบหลั่งฟีโรโมนออกมา แล้วเห็นคนวิ่งไล่ปล้ำแมลงสาบหรอ หรือหมาฉี่เพื่อวางเขต แล้วแมวมัีนกลัวหรอ

ย้ำครั้งสุดท้าย Species เดียวกัน เท่านั้น

บทบาทของฟีโรโมนต่อการเกิดใหม่ของเซลล์ประสาทในสมองส่วนออลแฟกตอรีบัลบ์และฮิปโปแคมปัส
เภสัชกรวีระพงษ์ ประสงค์จีน

 การรับสัมผัสทางเคมี (chemosensation) เป็นกระบวนการตรวจจับโมเลกุลเคมีจากสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกายซึ่งมีความสำคัญต่อการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ระบบการรับสัมผัสทางเคมี ได้แก่ การรับสัมผัสกลิ่น (smell) และการรับสัมผัสรส (taste) ซึ่งต้องทำหน้าที่รับข้อมูลจากโมเลกุลเคมีมากมายที่มนุษย์เราสัมผัสในชีวิตประจำวัน ระบบการรับสัมผัสกลิ่นอาจแบ่งออกเป็น 2 ระบบหลัก คือ main olfactory system ซึ่งรับผิดชอบการตรวจจับกลิ่นทั่วไป และ vomeronasal system หรืออาจเรียกว่า accessory olfactory system ซึ่งหน้าที่หลักส่วนหนึ่งเชื่อว่าใช้สำหรับตรวจจับ "ฟีโรโมน" ความสนใจเรื่องการเกิดใหม่ของเซลล์ประสาทในสมองมนุษย์ (adult neurogenesis) เป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยไขความลับการทำงานของระบบการรับสัมผัสกลิ่นซึ่งสัมพันธ์กับความจำที่เกี่ยวข้องกับกลิ่น (olfactory memory) นักวิทยาศาสตร์เห็นพ้องต้องกันว่าบริเวณที่มีคุณสมบัติในการผลิตเซลล์ประสาทใหม่ (neurogenic regions) ได้แก่ subventricular zone ของโพรงสมองด้านข้างส่วนหน้าซึ่งผลิตเซลล์ประสาทให้กับออลแฟกตอรีบัลบ์ในระบบประสาทรับกลิ่น และบริเวณ subgranular zone ในส่วนเดนเตตไจรัสของสมองส่วนฮิปโปแคมปัสซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านความจำและการเรียนรู้ของสมอง ในบทความนี้ให้จึงความสนใจเฉพาะฟีโรโมนและผลต่อกระบวนการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ในสมองบริเวณดังกล่าว

ฟีโรโมนคืออะไร?


คำว่า ฟีโรโมน (pheromone) นั้นเกิดจากการรวมกันขอคำในภาษากรีก "pherein" ที่แปลว่า to carry และ "hormon" ที่แปลว่า to excite โดยกลุ่มนักวิจัยยุคแรก คือ Karlson และ Luscher ได้คิดค้นคำนี้ในปี ค.ศ. 1959 และอาจเรียกฟีโรโมนว่า ecto-hormones กล่าวคือ เป็นสารเคมีที่หลั่งออกจากร่างกายแล้วไปมีผลต่อพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตชนิด (สปีชีส์) เดียวกัน เช่น ฟีโรโมนที่มดหลั่งออกมาไม่ได้มีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ และฟีโรโมนที่มนุษย์เราผลิตขึ้นก็มีผลต่อมนุษย์เราด้วยกันเองเท่านั้น เป็นต้น เมื่อโมเลกุลของฟีโรโมนถูกหลั่งออกจากร่างกายทั้งจากระบวนการของร่างกายเราเองและปฏิกิริยาชีวเคมีของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น เช่น จากบริเวณรักแร้ สารคัดหลั่งที่อวัยวะเพศ น้ำปัสสาวะ และผิวหนังทั่วไป เป็นต้น เดินทางผ่านตัวกลางในอากาศ เมื่อจับกับตัวรับซึ่งคาดว่าเป็นตัวรับชนิดที่เรียกว่า vemeronasal receptors ที่จมูกแล้วจึงส่งสัญญานข้อมูลไปยัง olfactory bulb และประมวลผลขั้นสูงยังสมองส่วนต่างๆ ต่อไป

ความจำที่เกี่ยวข้องกับกลิ่น


ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สารที่ให้กลิ่น (odorant) ที่ถูกสูดดมผ่านเข้าไปยังจมูกซึ่งไปจับกับตัวรับที่จำเพาะบนเยื่อหุ้มเซลล์ของเซลล์ประสาทรับกลิ่น (olfactory receptor neuron) ที่อยู่บนเยื่อ olfactory epithelium เมื่อเซลล์ประสาทดังกล่าวถูกกระตุ้นจึงส่งสัญญาณประสาทออกไปทางแอกซอนที่มัดเป็นเส้นประสาท olfactory nerve เข้าสู่ออลแฟกตอรีบัลบ์ โดยแอกซอนดังกล่าวเกิดการขดกันไปมาเป็นโครงสร้างที่เรียกว่า glomulerus ซึ่งจะเกิดไซแนปส์กับเดนไดรต์ของเซลล์ประสาทที่ชื่อว่า เซลล์ไมทรัล (mitral cell) และเซลล์อื่นๆ ต่อจากนั้นเซลล์ไมทรัลจะส่งข้อมูลผ่านแอกซอนไปเกิดไซแนปส์กับเซลล์ประสาทในส่วน piriform cortex ซึ่งเกี่ยวข้องกับการระบุกลิ่น amygdale ซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์ การประทะสังสรรค์ทางสังคมและการตระหนักรู้ถึงสัตว์ใรสปีชีส์เดียวกัน และ entorhinal cortex ซึ่งเป็นโครงสร้างที่เชื่อมต่อกับสมองส่วนฮิปโปแคมปัสที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องความจำและการเรียนรู้ การรับสัมผัสกลิ่นมีความเกี่ยวข้องกับความจำประเภทที่เรียกว่า olfactory memory มนุษย์เราต้องสัมผัสโมเลกุลจากกลิ่นจำนวนมาก เซลล์ประสาทที่โพรงจมูกมีอัตราการทำลายและเกิดการสร้างใหม่อยู่ตลอดเวลา เซลล์ต้นกำเนิดในโพรงจมูกที่ชื่อ globose basal cell (GBCs) ก็มีการแบ่งตัวทดแทนในภาวะปกติและในภาวะที่เกิดการบาดเจ็บเล็กน้อย และเมื่อเกิดภาวะบาดเจ็บขั้นรุนแรงเซลล์ต้นกำเนิดที่ชื่อ horizontal basal cell (HBCs) ก็จะทำหน้าที่แบ่งตัวให้เซลล์ที่หลากหลายชนิดกว่าเซลล์ต้นกำเนิดประเภทแรก เซลล์ต้นกำเนิดประสาทเมื่อแบ่งตัวที่บริเวณ subventricular zone ในส่วนหน้าของโพรงสมองด้านข้างแล้วจะต้องเดินทางไปยัง olfactory bulb และพัฒนาเป็นเซลล์ประสาทที่โตเต็มที่เพื่อทำหน้าจำเพาะในระบบประสาทรับกลิ่น

การเกิดใหม่ของเซลล์ประสาท


การเกิดใหม่ของเซลล์ประสาทในสมองมนุษย์เกิดได้ตลอดชีวิตแต่มีอัตราการสร้างที่ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น การเกิดใหม่ของเซลล์ประสาทหลังการเกิด (adult neurogenesis) หมายถึงกระบวนการแบ่งตัว (cell proliferation) ของเซลล์ต้นกำเนิดประสาท (neural stem cells) มีการพัฒนาเป็นเซลล์ประสาทที่สมบูรณ์ รวมทั้งมีการเดินทาง (neuronal migration) ไปยังตำแหน่งที่ถูกต้อง สามารถเกิดไซแนปส์และทำงานเชื่อมต่อกับกลุ่มเซลล์ประสาทเดิมได้ แต่วิธีการวัดการเกิดใหม่ของเซลล์ประสาทที่นิยมแต่ไม่ครอบคลุมนิยามดังกล่าว คือ การวัดการแบ่งตัวของเซลล์ประสาทโดยใช้ bromodeoxyuridine (BrdU) ซึ่งเซลล์ที่กำลังแบ่งตัวแบบไมโตซิสจะดึงสารดังกล่าวไปใช้ไปในเซลล์เพื่อสร้างสารพันธุกรรม แล้วนักวิจัยใช้แอนติบอดีต่อ BrdU ในการตรวจจับ ถึงแม้ว่าการเกิดใหม่ของเซลล์ประสาทในสมองส่วนต่างๆ เป็นที่โต้แย้งในเชิงวิชาการและยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด แต่นักวิทยาศาสตร์เห็นพ้องต้องกันว่าบริเวณที่มีคุณสมบัติในการผลิตเซลล์ประสาทใหม่ (neurogenic regions) ได้แก่ subventricular zone ของโพรงสมองด้านข้างส่วนหน้า (anterior lateral ventricles ) และบริเวณ subgranular zone ในส่วนเดนเตตไจรัสของสมองส่วนฮิปโปแคมปัสซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านความจำและการเรียนรู้ของสมอง



การรับสัมผัสกลิ่นมีความเกี่ยวข้องกับความจำที่เรียกว่า olfactory memory มนุษย์เราต้องสัมผัสโมเลกุลจากกลิ่นจำนวนมาก เซลล์ประสาทที่โพรงจมูกมีอัตราการทำลายและเกิดการสร้างใหม่อยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญคือเซลล์ต้นกำเนิดประสาทที่แบ่งตัวที่บริเวณ subventricular zone พัฒนาเป็นเซลล์ประสาทแล้วต้องเดินทางผ่านช่องทาง rostral migratory stream เป็นขบวนในรูปแบบที่เรียกว่า neuronal chains ไปยัง olfactory bulb เพื่อทำหน้าในระบบประสาทรับกลิ่น พบว่าการตั้งครรภ์และพฤติกรรมการหาคู่ครองเพิ่มการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ในออลแฟกตอรีบัลบ์



ในขณะเดียวกันเซลล์ต้นกำเนิดในส่วนเดนเตตไจรัสก็แบ่งตัวและพัฒนาไปเป็นเซลล์ประสาทชนิด granule cells ยื่นเดนไดรต์ไปเกิดไซแนปส์กับเซลล์ประสาทในชั้น molecular layer และยื่นแอกซอนไปเกิดไซแนปส์กับเซลล์ประสาทบริเวณ CA3 เซลล์ประสาทที่เกิดใหม่ในสมองส่วนฮิปโปแคมปัสนี้เชื่อว่าทำหน้าที่สร้างรหัสความจำสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดใหม่ซึ่งเชื่อมโยงในบริบทเดียวกัน (contextual learning and memory) การศึกษาก่อนหน้าระบุว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่เพิ่มการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ในส่วนเดนเตตไจรัส เช่น การวิ่ง การจำกัดอาหาร สภาพแวดล้อมที่เสริมการเรียนรู้ การเรียนรู้ และยารักษาโรคซึมเศร้า เป็นต้น

ฟีโรโมนเพศกระตุ้นการสร้างเซลล์ประสาทใหม่


คณะนักวิจัยจากแคนาดา อังกฤษและสหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาบทบาทของฟีโรโมนต่อการเกิดใหม่ของเซลล์ประสาท โดยเลี้ยงหนูถีบจักรเพศผู้ซึ่งปล่อยให้ปัสสาวะลงพื้นดินได้ตามปกติ จากนั้นนำดินที่พื้นซึ่งมีปัสสาวะปนอยู่ด้วยให้หนูเพศเมียสูดดม โดยในน้ำปัสสาวะของหนูถีบจักรเพศผู้มีฟีโรโมนเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่ง พบว่าในหนู่หกลุ่มนี้มีระดับการแบ่งตัวของเซลล์ต้นกำเนิดประสาททั้งในส่วนเดนเตตไจรัสและในบริเวณ subventricular zone เพิ่มขึ้น ส่วนหนูเพศเมียที่ดมกลิ่นมะพร้าวหรือกลิ่นอัลมอนด์กลับไม่พบการเพิ่มขึ้นของการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ในทั้งสองบริเวณดังกล่าว การกำจัดเทสโทสเตอโรน (testosterone) ทำให้ไม่สามารถตรวจพบฟีโรโมนในน้ำปัสสาวะเนื่องจากฮอร์โมนดังกล่าวเป็นสารตั้งต้นในการสร้างฟีโรโมน คณะนักวิจัยจึงตัดอัณฑะของหนูถีบจักรเพศผู้เพื่อไม่ให้มีสารตั้งต้นในการสร้างฟีโรโมน จากนั้นนำเอาดินที่พื้นของหนูกลุ่มนี้ไปให้หนูถีบจักรเพศเมียสูดดม จากการทดลองไม่พบการเพิ่มขึ้นของการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ทั้งในส่วน subventricular zone และในออลแฟกตอรีบัลบ์

จากความรู้ที่ว่าหนูถีบจักรเพศเมียมีความพึงพอใจต่อกลิ่นของหนูถีบจักรเพศผู้ที่ไม่เป็นหมันและกลิ่นของหนูที่เป็นผู้นำกลุ่ม (dominant-male mice) นักวิจัยจึงเปรียบเทียบผลของฟีโรโมนในปัสสาวะระหว่างหนูผู้นำกับหนูผู้ตามต่อการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ทั้งในส่วนเดนเตตไจรัสและในออลแฟกตอรีบัลบ์ จากการทดลองพบว่าหนูถีบจักรเพศเมียที่ได้รับฟีโรโมนจากหนูถีบจักรเพศผู้ที่เป็นผู้นำมีการเพิ่มการแบ่งตัวสร้างเซลล์ประสาทใหม่ในส่วนเดนเตตไจรัสร้อยละ 29และในบริเวณ subventricular zone ร้อยละ 23 โดยเปรียบเทียบกับหนูถีบจักรเพศเมียที่ได้รับฟีโรโมนจากหนูถีบจักรเพศผู้ที่เป็นผู้ตาม

เนื่องจากมีข้อมูลหลายส่วนสนับสนุนว่าฟีโรโมนออกฤทธิ์ผ่าน vomeronasal system แต่จากการศึกษาก่อนหน้าพบว่าเมื่อให้สารหลั่งล้างในจมูก (intranasal irrigation) คือ ZnSO4 ซึ่งมีผลทำลายเซลล์ประสาทรับกลิ่นหลักใน main olfactory epithelium แต่ไม่ได้มีผลต่อ vomeronasal system พบว่าสามารถทำลายความพึงพอใจของหนูเพศเมียต่อกลิ่นปัสสาวะจากหนูเพศผู้ที่เป็นผู้นำและจากหนูที่ไม่ถูกตัดอัณฑะ นักวิจัยกลุ่มนี้จึงทดลองหลั่งล้างช่องจมูกของหนูถีบจักรเพศเมียโดยเปรียบเทียบกับการใช้น้ำเกลือเป็นสารหลั่งล้าง จากการทดลองไม่พบว่ามีการเพิ่มการแบ่งตัวสร้างเซลล์ประสาทใหม่ทั้งในส่วนเดนเตตไจรัสและในบริเวณ subventricular zone ดังนั้น ผลของฟีโรโมนจากหนูถีบจักรเพศผู้ออกฤทธิ์ผ่านระบบประสาทรับกลิ่นหลัก (main olfactory system) ของหนูถีบจักรเพศเมียในการเพิ่มการเกิดใหม่ของเซลล์ประสาททั้งในส่วนเดนเตตไจรัสและในบริเวณ subventricular zone

สารบ่งชี้ (marker) ที่นักวิจัยใช้ตรวจวัดเซลล์ประสาทตั้นต้น (neuronal progenitor) คือ doublecortin โดยพบว่าฟีโรโมนจากหนูถีบจักรเพศผู้เพิ่มเซลล์ประสาทตั้นต้นในสมองของหนูถีบจักรเพศเมียส่วน subventricular zone ร้อยละ 55 และในเดนเตตไจรัสร้อยละ 38 และเมื่อตรวจวัดเซลล์ประสาทที่เจริญเต็มที่ (mature neurone) หลังจากฉีด bromodeoxyuridine (BrdU) ได้ 4 สัปดาห์ โดยใช้สารบ่งชี้เซลล์ประสาทที่เจริญเต็มที่ คือ NeuN พบเซลล์ที่มีทั้ง BrdU และ NeuN ในออลแฟกตอรีบัลบ์ร้อยละ 38 และในส่วนเดนเตตไจรัสร้อยละ 47
ดังนั้นฟีโรโมนจากหนูถีบจักรเพศผู้ออกฤทธิ์ผ่านระบบประสาทรับกลิ่นหลักโดยเพิ่มทั้งการแบ่งตัวของเซลล์ต้นกำเนิดประสาทและการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ในสมองส่วนออลแฟกตอรีบัลบ์และเดนเตตไจรัสของหนูถีบจักรเพศเมีย



ภาพแสดงการเจริญพัฒนาของเซลล์ต้นกำเนิดประสาทไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่จำเพาะในระบบประสาท

คณะผู้วิจัยจึงได้ศึกษาเพิ่มเติมโดยนำส่งฮอร์โมน Luteinizing hormone (LH) ใต้ผิวหนัง (subcutaneous) พบการแบ่งตัวของเซลล์ในส่วนเดนเตตไจรัสเพิ่มขึ้นร้อยละ 53 และในบริเวณ subventricular zone เพิ่มขึ้นร้อยละ 29 นอกจากนี้เมื่อให้ LH แก่หนูเพศเมียที่ถูกตัดรังไข่ ยังพบการแบ่งตัวของเซลล์ในส่วนเดนเตตไจรัสและ subventricular zone ซึ่งแสดงว่าผลที่เกิดขึ้น เกิดจาก LH โดยตรงไม่ได้เป็นผลจากฮอร์โมนเอสโตรเจน เมื่อตรวจวัดเซลล์ประสาทที่โตเต็มที่ในสมองส่วนออลแฟกตอรีบัลบ์และเดนเตตไจรัสของหนูถีบจักรเพศเมีย พบว่ามีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 41 และร้อยละ 33 ตามลำดับ

อย่างไรก็ตามเมื่อคณะนักวิจัยได้ตัดแต่งพันธุกรรมหนูถีบจักรเพศเมียโดยยับยั้งการทำงานของยีนสำหรับตัวรับ LH (Luteinizing hormone receptor) พบว่าหนูถีบจักรเพศเมียทั้งกลุ่มที่ปกติและกลุ่มที่ถูกยับยั้งการทำงานของยีนสำหรับตัวรับ LH มีการแบ่งตัวของเซลล์ในบริเวณ subventricular zone ร้อยละ 22 เฉพาะหนูถีบจักรเพศเมียกลุ่มที่ปกติที่มีตัวรับ LH เท่านั้นที่พบการแบ่งตัวของเซลล์ในส่วนเดนเตตไจรัสเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 และเนื่องจากฟีโรโมนเพศชายมีผลเพิ่มทั้งฮอร์โมน LH และโปรแลกติน นักวิจัยจึงทดลองอีกขึ้นโดยให้โปรแลกตินใต้ผิวหนัง พบว่ามีการแบ่งตัวของเซลล์ในส่วน subventricular zone เท่านั้น และเมื่อยับยั้งการทำงานของยีนสำหรับตัวรับโปรแลกตินไม่พบว่ามีการแบ่งตัวของเซลล์ในส่วน subventricular zone ดังนั้นผลของฟีโรโมนจากหนูถีบจักรเพศผู้เกิดจากฮอร์โมนโปรแลกติน (prolactin) ไปมีผลต่อออลแฟกตอรีบัลบ์และฮอร์โมน Luteinizing hormone ไปมีผลส่วนเดนเตตไจรัส

เมื่อคณะนักวิจัยยับยั้งกระบวนการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ทั้งในส่วนเดนเตตไจรัสและในออลแฟกตอรีบัลบ์ โดยใช้สารยับยั้งการแบ่งตัวแบบไมโตซิสของเซลล์ตั้งต้นประสาท คือ cytosine arabinoside (AraC) พบว่าสามารถยับยั้งพฤติกรรมของหนูถีบจักรเพศเมียในการเลือกหนูถีบจักรเพศผู้ที่เป็นใหญ่ในกลุ่ม นักวิจัยจึงสรุปว่าการเกิดใหม่ของเซลล์ประสาทอาจมีบทบาทในพฤติกรรมความพึงพอใจในการเลือกคู่ครอง

ความสำคัญของระบบฟีโรโมนต่อการเกิดใหม่ของเซลล์ประสาทในสมองมนุษย์อาจคล้ายคลึงกับกลไกที่เกิดขึ้นในสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ และจากการศึกษาภาพถ่ายสมองโด

หน้าหลักหน้าหลัก

ตะกร้า  

ว่าง

สินค้าใหม่

ไม่มีสินค้าใหม่